Welcome to adoxygroup.com : Website

จำหน่าย เอโดซี , เลดี้วิท

 

Username
Password

 เอโดซี กินได้ ขายได้

คำเตือน : อย่าซื้อ
เอโดซี ที่ราคาต่ำกว่าราคาที่บริษัทกำหนด เพราะอาจจะเป็น เอโดซี ของปลอมหรือของที่หมดอายุไม่ได้คุณภาพ และอาจจะเป็นอันตรายกับผู้บริโภคได้

เอโดซี แท้ เอโดซี ปลอม

คลิกที่รูปเพื่อดูภาพใหญ่


เอโดซี (ADOXY)

20 PV

ราคาขาย : 1,250 บาท

ราคาสมาชิก : 990 บาท

รายละเอียดเกี่ยวกับ ADOXY

 

อาหารเซลล์ คือ อะไร

 

 

 

จุดแรกเริ่มของ อาหารเสริมเซลล์..........

ก่อนที่เราจะได้คุยกันถึงเรื่องราวของ อาหารเสริมเซลล์ ขอให้เรามาเริ่มต้นที่ความเป็นมาของนาย Everett L. Storey ผู้ที่ได้คิดค้นผลิตภัณฑ์นี้เสียก่อน เขาเป็นผู้ที่แม้แต่ Albert Einstein ยังเรียกเขาว่า "อัจฉริยะ"(Genius) และยังยกย่องความดีในการพัฒนาเทคโนโลยี "ก ระบวนการทำให้อะตอมของน้ำแยกตัวออกจากกันได้(Water splitting) " ให้กับเขา เขาจึงเป็นบุคคลที่น่ามหัศจรรย์มากอย่างแท้จริงทีเดียว

สิ่งที่น่าจดจำเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์ผู้ไม่ธรรมดาท่านนี้ก็คือ นอกจากจะเป็นที่ผู้ค้นพบวิธีการจุดชนวนกลไกที่ทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ หรือทำให้มีระเบิดไฮโดรเจนบอมบ์เกิดขึ้นได้แล้ว สิ่งที่น่าจดจำนอกเหนือไปจากนี้ เห็นจะเป็นการบรรลุถึงความต้องการที่จะธำรงรักษา ทั้งสิ่งแวดล้อมและการรักษาโรคต่างๆในร่างกายของมนุษย์ให้กลับคืนดีสู่ปกติมากกว่า เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้ธาตุ     ดิวเตอเรียม ซึ่งเป็นสารกัมมันตภาพรังสีของไฮโดรเจนชนิดที่ไม่แผ่รังสี ที่มีน้อยคนนักจะรู้จัก และยังเป็นผู้ที่รู้จักใช้เทคโนโลยีในการนำเอาคุณสมบัติของ Di-base และ Di-polar กับธาตุดิวเตอเรียมมาประยุกต์เข้าด้วยกัน นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้รู้เรื่องเกี่ยวกับ Heavy water (น้ำที่มีโมเลกุลน้ำหนักมากกว่าปกติ) และเทคโนโลยีในการใช้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างปรมาณูได้เป็นอย่างดี ประจักษ์พยานที่ยืนยันความสามารถของ Ev (ชื่อเรียกเล่นของเขา) ก็คือการนำเอาเทคโนโลยีนี้ ไปใช้สร้างระเบิดไฮโดรเจนบอมบ์ ไปใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เมื่อคำนึงถึงในด้านมนุษย์ธรรม ในปี 1950 เขาจึงได้ประยุกต์นำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ในด้านการบำบัดรักษาโรค ด้วยการสร้างสูตรผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้ชื่อว่า อาหารเสริมเซลล์ ที่เขาเชื่อมั่นว่า จะสามารถบำบัดรักษาโรคทุกชนิดที่มีอยู่ในโลกนี้ได้ นี่เป็นการหันมาสร้างสิ่งที่ดีคืนให้กับมวลมนุษย์   อาหารเสริมเซลล์ ใช้คุณสมบัติละอองประจุไฟฟ้าของดิวเตอเรียมมาเป็นตัวเร่งกระตุ้นกันเองให้เกิดปฏิกิริยา จนทำอะตอมของน้ำที่มีอยู่ในร่างกาย สามารถแตกตัวแยกออกจากกันเป็นออกซิเจนอิสระและไฮโดรเจนอิสระเกิดขึ้นใหม่ได้ การทำให้อะตอมของน้ำเกิดการแยกแตกตัวออกจากกันได้นี้ เป็นเทคโนโลยีอันเดียวกันกับการจุดชนวนกลไกในระเบิดไฮโดรเจนบอมบ์ จึงนับได้ว่า เขาเป็นคนแรกที่นำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ใน "การบำบัดโรคด้วยออกซิเจน" 

ปัจจุบันนี้ วิถีการดำรงชีพของมนุษย์ในโลกที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อาหารที่เรารับประทานเข้าไป ล้วนแต่เป็นอาหารด้อยคุณภาพที่ได้มาจากดินที่เสื่อมสภาพลง และกรรมวิธีการผลิตเพื่อแปรรูป จนทำให้สารอาหารมีอยู่ตามปกติได้ถูกแปรเปลี่ยนสภาพไป

สูตรการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ อาหารเสริมเซลล์ เป็นผลที่ได้มาจากการค้นคว้าของนาย Everett L. Storey ที่ได้ดำเนินการมานานกว่า 42 ปี ซึ่งกว่าที่จะได้ อาหารเสริมเซลล์ ในแต่ละชุดนั้น ต้องใช้เวลานานถึง 9 เดือนเลยทีเดียว สูตรของผลิตภัณฑ์นี้ประกอบมาจากพืชที่ได้ผ่านการคัดเลือกมาแล้วเป็นอย่างดี โดยพืชเหล่านั้นจะถูกนำมาแยกสารแร่ธาตุให้ละลายจนเป็นเนื้อเดียวกันในรูปของสารละลาย แต่ยังคงรักษาคุณค่าของแร่ธาตุต่างๆเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

สารทุกอย่างที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ อาหารเสริมเซลล์ นั้น ล้วนได้มาจากธรรมชาติ (เกลือแร่และแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับร่างกาย 78 ชนิด เอนไซม์ 34 ชนิด กรดอะมิโน 17 ชนิด กับน้ำบริสุทธิ์ที่มีละอองประจุไฟฟ้าของออกซิเจนและไฮโดรเจนละลายรวมอยู่ด้วย) มันจะช่วยกระตุ้นปฏิกิริยาทางชีวเคมีและช่วยเสริมให้สารอาหารสามารถผ่านตรงเข้าสู่เซลล์แต่ละเซลล์ได้ดีมากยิ่งขึ้น

นี่คือเรื่อง Beyond Believe ที่ตีพิมพ์ในหนังสือ Feedback Book ปี 1982

นาย Everett Storey กล่าวว่า " การที่ อาหารเสริมเซลล์ ทำให้น้ำภายในร่างกายแตกตัวแยกออกเป็น Nascent Oxygen และ Nascent Hydrogen เกิดขึ้นมาใหม่ได้นั้น ทั้ง Oxygen และ Hydrogen ที่เป็นอิสระเหล่านั้น จะไปก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการสันดาปหรือไปยับยั้งการสันดาป ไปขจัดของเสียหรือยับยั้งสารพิษภายในเซลล์ให้ลดน้อยลงได้ นอกจากนี้ ยังช่วยให้เซลล์แต่ละเซลล์ภายในร่างกาย ได้รับการเลี้ยงบำรุงอย่างต่อเนื่อง ด้วยแร่ธาตุจำเป็นต่างๆที่ละลายตัวแล้วอีก 78 ชนิด หากมนุษย์เราได้รับอาหารโภชนาการที่ดีเสริมเติมอย่างต่อเนื่องเข้าไปด้วยแล้ว มันก็จะช่วยเสริมสร้างเซลล์หรือสร้างเนื้อเยื่อที่ดีขึ้นมาใหม่ได้ "

แร่ธาตุต่างๆนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ แร่ธาตุเหล่านั้นช่วยทำให้ 95 % ของอวัยวะสามารถทำหน้าที่ต่างๆของมันได้ แต่เนื่องจากแร่ธาตุในอาหารที่เราบริโภคอยู่ทุกวันนี้ได้สูญหายหรือถูกทำลายไปกับการใช้พื้นที่เพาะปลูกโดยไม่มีการใช้พืชชนิดอื่นมาเพาะปลูกหมุนเวียน น้ำที่ท่วม หรือ การให้น้ำมากเกินไป จะพัดพาเอาแร่ธาตุตามหน้าดินให้สูญหายไปด้วย

นาย Everett Storey ได้คิดค้นหาวิธีการสกัดและนำสารอาหารมาเลี้ยงบำรุงร่างกายให้เกิดความสมดุล ที่เขาเรียกมันว่า "สมการความสมดุลของแม่เหล็กไฟฟ้า" และเมื่อนำสมการนี้ มารวมกับการค้นพบวิธีในการปลดปล่อยออกซิเจนและไฮโดรเจนให้แยกตัวออกจากกัน หรือให้ขั้วโมเลกุลที่ยึดติดกันแน่นของน้ำให้หลุดออกจากกันได้ จึงเป็นการค้นพบที่ปฏิวัติในการผลิต สารเสริมอาหาร อาหารเสริมเซลล์ นำมาใช้บำบัดรักษาร่างกาย ผิวหนัง และยังรักษาภาวะสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย  ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทั่วไปได้มีการโต้เถียงกันเป็นเวลานานหลายปี กว่าที่เขาเหล่านั้นจะมีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ได้

ชีวประวัติของนาย Everett Storey 

Everett Storey Lafayette เกิดเมื่อวันที่ 6 กันยายน ค.ศ.1914 เป็นนักฟิสิกส์เคมี นักจุลชีพวิทยา เป็นผู้พิมพ์ผู้โฆษณา เป็นนักเขียนและเป็นโคชนักกีฬาฟุตบอลอเมริกัน การศึกษา : จบมหาวิทยาลัย University of Chicago นอกจากนี้ ยังเป็นเอเย่นต์โฆษณา Donnelley Advertiser, Chicago เป็นเจ้าของบริษัทผู้ให้คำปรึกษา Canterbury Remembrancy Counselors, Chicago เป็นผู้ค้นพบกระบวนการจุดชนวนกลไกให้เกิดพลังงานปรมาณู Fusion Trigger Mechanism ในปี 1942 เป็นสมาชิกพลังลมปราณ Rushing Chairman ,Sigma Chi เป็นประธาน Southern Speaker Club เป็นผู้ก่อตั้ง Chicago Community Football League, American Medical Research Social & Academic และ American Football เป็นผู้ประสานงานงานครีเอทีฟ บริษัท W. Alliance เป็นผู้โฆษณา ผู้ผลิตและกำกับภาพยนตร์ เป็นนักปฏิมากรรม เป็นนักวาดภาพสีกระดาษ เป็นผู้รอบรู้กระบวนการใช้นิวเคลียร์ มาฟื้นฟูปรับหน้าดินให้คืนสู่สภาพเดิม American Chemical Society, Electroculture Cuts World Cost ปี 1976

นอกจากนี้ นาย Everett Storey ยังเป็นผู้เขียนหนังสือ "คุณเชื่อหรือไม่"(Beyond Believe) พิมพ์โดย Feedback Books ในปี 1982  หนังสือเล่มนี้ เขาได้บรรยายอย่างละเอียดเกี่ยวกับชีวิตและความเชื่อมั่นของเขา โดยการค้นพบธาตุดิวเตอเรียมและธาตุทริเตรียมของเขา ได้เปิดทางนำไปสู่ความรู้ใหม่ๆในวิชาสาขาอื่นๆ รวมทั้ง การปรับผิวหน้าดินให้กลับคืนสู่สภาพเดิม และการเปิดเผยถึงแนวโน้มอนาคตของสารละลาย Di-base ที่เขาได้ค้นพบ หนังสือ  "Beyond Believe" ที่ได้ถูกนำไปใช้เป็นแนวทางในการศึกษาทดลองค้นคว้า ในสาขาวิชาอื่นๆอีกมากมาย และมีผู้คนมากกว่า 400 คน เข้ามาศึกษาค้นคว้าเรื่องต่างๆที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้

สารบัญหนังสือของห้องสมุด The Library of Congress Catalogue หมายเลข หนังสือ 82-70619

ออกซิเจน คำตอบของโรคร้าย

 

 

ออกซิเจน - ไฮโดรเจน

  .....         Dr. Otto Warburg เป็นผู้มีชื่อเสียงทางด้านชีวภาพเคมีและได้รับรางวัลโนเบลมีเกียรติสูงสุดถึง 2 ครั้ง เขาเป็นผู้ที่ชี้ให้เห็นว่า ในภาวะแวดล้อมที่ออกซิเจนระดับมีความเข้มข้นสูง จะสามารถทำให้เซลล์มะเร็งไม่เจริญเติบโตได้ การบรรยายของเขาเป็นการเปิดเผยให้รู้ว่า หากภายในเซลล์มีการสันดาปให้เกิดพลังงานได้ไม่สมบูรณ์ มันจะทำให้เซลล์ที่ดีปกติกลายเป็นเซลล์ร้าย ประตูหนทางไปสู่โรคมะเร็งจึงเปิดขึ้น  Dr. Otto Warburg กล่าวว่า   "ปฐมเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง เกิดมาจากการที่เซลล์ชีวิตที่ดีของร่างกาย ที่ต้องการใช้ออกซิเจนช่วยในการหายใจ ถูกแทนที่ด้วยเซลล์ชีวิตที่เสียของร่างกาย ที่ไม่ต้องการออกซิเจนช่วยในการหายใจ" การค้นพบของ ดร. Warburg เป็นการนำเอาความจริงข้อหนึ่งทางด้านวิทยาศาสตร์มาตีวงให้แคบเข้า ทำให้เรามีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็ง และชี้ให้เห็นบทบาทของออกซิเจนที่จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับสิ่งมีชีวิต

ออกซิเจนกับชีวิต

ออกซิเจน คาร์บอน ไฮโดรเจน ไนโตรเจนและกำมะถัน จัดเป็นแร่ธาตุพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตทุกชีวิต ถึงแม้แร่ธาตุทุกอย่างจะมีความสำคัญต่อชีวิต แต่ในร่างกายของคนเรา ธาตุที่มีมากที่สุดก็คือออกซิเจน ออกซิเจนนั้นใช้ในการเผาไหม้ ใช้ในการทำหน้าที่เป็นยาฆ่าเชื้อโรค ใช้ดับกลิ่น ใช้ทางด้านอนามัยและใช้ในการถนอมอาหาร ส่วนประกอบของเปลือกโลกเกือบ 50 %โดยน้ำหนัก เป็นออกซิเจน ประมาณ 42%ของพืช 85%ของน้ำทะเล 46%ของหินชนวน และ 47%ของดินร่วนแห้งนั้นก็เป็นออกซิเจน ออกซิเจน เป็นธาตุที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เป็นธาตุจำเป็นที่ขาดเสียมิได้ต่อสิ่งมีชีวิต และเป็นส่วนประกอบของธาตุที่มีอยู่ในร่างกายถึง 65% ทีเดียว

เราสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้นานหลายสัปดาห์โดยปราศจากอาหาร และมีชีวิตอยู่ได้หลายวันโดยปราศจากน้ำ แต่ถ้าหากเราขาดอากาศออกซิเจนเพียงชั่วไม่กี่นาที เราก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ การทำหน้าที่ทุกอย่างของร่างกายนั้นควบคุมโดยออกซิเจน  จึงจำเป็นต้องมีการทดแทนเข้าสู่ร่างกายอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เป็นเพราะว่า 90% ของพลังงานชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนของออกซิเจน ออกซิเจนที่จะไปกระตุ้นเซลล์ให้สร้างพลังงานขึ้นมาใหม่ ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญสารอาหาร ขจัดของเสีย และขจัดสารพิษ (โดยออกซิเจนจะไปรวมตัวกับสารเหล่านั้น) ในสมองก็ต้องการออกซิเจนอยู่ทุกวินาที เพื่อใช้สร้างตัวสื่อในกระบวนการรับรู้ โดยแท้ที่จริงแล้ว อวัยวะทุกส่วนล้วนแต่มีความต้องการนำออกซิเจนจำนวนมากไปใช้ เพื่อให้อวัยวะต่างๆสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่ร่างกายสามารถคิด รู้สึก เคลื่อนไหว กิน นอน หรือแม้กระทั่งพูด ทั้งหมดล้วนได้พลังงานมาจากออกซิเจนทั้งสิ้น

ออกซิเจนยังเป็นธาตุชนิดเดียวที่มีความสามารถในการรวมตัวกับธาตุอื่นๆได้เกือบทุกชนิด ซึ่งเมื่อรวมตัวกันแล้ว จะเกิดเป็นสารประกอบจำเป็นต่างๆขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้สร้างและบำรุงรักษาอวัยวะต่างๆให้กับร่างกาย อย่างเช่น

ADOXY คำตอบของโรคร้าย

 

รายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ADOXY

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ มีความโดดเด่นในการช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับเซลล์ โดยการใช้เทคโนโลยีการแยกโมเลกุลน้ำ ที่ได้รับการพัฒนาโดย ดร.เอฟเวอร์เร็ด แอล. สตอรีย์ บุคคลผู้ซึ่งได้รับการยกย่องจาก ดร.อัลเบิร์ต ไอนสไตน์  ว่าเป็นอัจฉริยะ ได้น้ำออกเป็นอะตอมออกซิเจนที่มีประจุลบจัเข้ารวมตัวกับอนุมูลอิสระ (ออกซิเจนอิสระที่มีประจุบวก) กลายเป็นก๊าซออกซิเจนบริสุทธิ์ (O2) ที่อยู่ในสภาวะเสถียรซึ่งจะนำไปใช้ในกระบวนการต่างๆ ภายในรายการ เช่น ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย และระบบที่เกี่ยวกับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย เป็นต้น

องค์ประกอบที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ ADOXY

1.ดิวทีเรียมซัลเฟต เทคโนโลยีการแยกโมเลกุลของน้ำซึ่งสามารถทำให้โมเลกุลของน้ำแยกตัวออกเป็นแนซเซนท์ไฮโดรเจน (Nascent Hydrogen) ซึ่งมีประจุบวก และแนซเซนท์ออกซิเจน (Nascent Oxygen) ซึ่งมีประจุลบ โดยแนซเซนท์ออกซิเจน จะจับตัวกับอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ในร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของออกซิเจน ซึ่งมีประจุบวก กลายเป็นก๊าซออกซิเจนบริสุทธิ์ (O2) ซึ่งมีสภาวะเสถียร และเป็นประโยชน์ต่อเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

2.แร่ธาตุและเกลือแร่ จำนวน 78 ชนิด ซึ่งอยู่ในรูปคอลลอยด์ สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรงผ่านทางเนื้อเยื่อ โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการย่อย แร่ธาตุ 34 ชนิด ได้มาจากฟอสซิลพืช ในพื้นที่ที่ปราศจากการเพาะปลูก (Virgin Earth) และแร่ธาตุอีก 44 ชนิด ได้มาจากน้ำทะเลที่ใสบริสุทธิ์ปราศจากภาวะ บริเวณทะเลตอนใต้รอบเกาะของประเทศนิวซีแลนด์

ตารางสารแร่ธาตุและเกลือแร่ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย

Actinium

Dysprosium

Krypton

Platinum

Tantalum

Antlmony

Erbium

Lanthanum

Polonium

Technetium

Argon

Europium

Lithium

Potassium

Tellurium

Astatine

Fluorine

Lutetium

Praseodymium

Terbium

Barium

Gadolinium

Magnesium

Promethium

Thallium

Beryllium

Gallium

Manganese

Rhenium

Thorium

Bismuth

Germanium

Molybdenum

Rhodium

Tin

Boron

Gold

Neodymium

Rubidium

Titanium

Bromine

Hafnium

Neon

Ruthenlum

Tungsten

Calcium

Helium

Nickel

Samarium

Vanadium

Carbon

Holmium

Niobium

Selenium

Xenon

Cerium

Hydrogen

Nitrogen

Silica

Ytterbium

Cesium

Indium

Osmium

Silicon

Zinc

Chromium

Lodine

Oxygen

Silver

Zirconium

Cobalt

Iridlum

Palladium

Sodlum

Copper

Iron

Phosphorous

Sulfur

*แร่ธาตุที่ไม่มีปรากฏได้แก่  อลูมิเนียม  แคดเมียม  คลอรีน  ปรอท  ตะกั่ว  เรเดียม

3.เอ็นไซม์จำนวน 34 ชนิด เอ็นไซม์ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกริยาทางชีวเคมีในร่างกาย มีความสำคัญในการทำให้เซลล์เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างเป็นปกติ เอ็นไซม์ใน Adoxy ประกอบด้วยเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร 4 ชนิด และเอ็นไซม์เกี่ยวกับการเผาผลาญอาหาร เพื่อให้ได้พลังงานของร่างกายอีกจำนวน 30 ชนิด

ตารางเอนไซม์ที่ช่วยในกระบวนการเผาผลาญ

Hydrolases,

Esterases ;

Enzymes which

Carbohydrases :

Lipase

Reduce cytochrome :

Maltase

Phosphotse

Succinic Dehydrogenase

Sucrase

Sulfatases

Amldase :

Emulsin

Lron Enzymes :

Urease

Nucleases :

catalase

Mutases :

Polynucleotidasee

Cytochrome oxldase

Aldehyde Mutase

Nucleotidase

Peroxidase

Glyoxalase

Hydrases :

Enzymes containing

Desmolases

Fumarase

Coenzymes 1 and/or 2 :

Zymohexase

Enolase

Lactic Dehydrogenase

Carboxylase

Peptidases :

Robison Ester Detydrogenasa

Other Enzymes :

Aminopolypeptidase

Phosphorylase

Dlpeptidase

Yellow Enzymes :

Phosphohexisomerase

Prolinase

Warburg’a Yellow Enzymes

Hexokinase

Copper Enzymes :

Daiphorase

Tyrosinase

Haas Enzyme

Ascorbic Acid Oxidase

Cytochrome C Reductase

 

4.กรดอะมิโน 17 ชนิด ทำหน้าที่มนการสร้างโปรตีน รวมถึงเป็นโครงสร้างทางชีวเคมีของฮอร์โมน เอ็นไซม์บางชนิดเป็นตัวลำเลียงสารอาหารและแอนตี้บอดี้ระบบประสาทต่าง ๆ และยังช่วยในการสร้างคอลลาเจนอีกด้วย

ตารางกรดอะมิโน

Alanine

Glycine

Phenylalanine

Tyrosine

Arginine

Histidine

Proling

Valine

Aspartic Acid

lsoleucine

Serine

Cystine

lysine

Threonine

Glutamic cid

Methionine

Tryptophan

ประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ Adoxy

1.ให้แร่ธาตุ และเกลือแร่แก่ร่างกาย Adoxy มีแร่ธาตุและเกลือแร่เป็นส่วนประกอบ 78 ชนิด ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้อยู่ในรูปคอลลอยด์ที่มีขนาดเล็กมาก (เส้นผ่านศูนย์กลาง 4-7 นาโนเมตร) จึงสามารถผ่านเข้าสู่ผนังเซลล์ได้ดี ร่างกายกว่า 75% ต้องอาศัยเกลือแร่ และร่างกายไม่สามารถสร้างเกลือแร่ขึ้นมาได้เอง ในความเป็นจริงความไม่สมดุลของเกลือแร่เป็นสาเหตุหลักของการขาดสารอาหารของคนในยุคปัจจุปัน

2.ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับเซลล์ในร่างกาย Adoxy เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้ออกซิเจนกับเซลล์เพียงชนิดเดียวที่มีความโดดเด่นโดยการใช้เทคโนโลยีการแยกโมเลกุลของน้ำ ทำให้น้ำแยกตัวออกเป็นประจุบวกของไฮโดรเจน และประจุลลบของออกซิเจนซึ่งจะทำการจับตัวกับอนุมูลอิสระ ที่มีโทษต่อร่างกาย (ส่วนใหญ่อย฿ในรูปของออกซิเจนที่มีประจุบวก) เกิดเป็นออกซิเจนบริสุทธิ์ซึ่งร่างกายต้องการมาทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนระบบต่างๆ ปฏิกริยาทางเคมีต่างๆ และเป็นตัวขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

3.ส่งเสริมการนำกระแสประสาทในร่างกาย Adoxy ได้รับการทดสอบความสามารถในการนำกระแสไฟฟ้า และพบว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าได้ดีที่สุด เนื่องจากความสามารถในการเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้านี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการนำกระแสประสาทภายในร่างกายจึงทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายสามารถรับความรู้สึกได้ดีขึ้น

4.ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกาย กรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบอยู่ใน Adoxy มีส่วนช่วยในการสร้างฮอร์โมนและระบบภูมิต้านทาน ส่วนออกซิเจนที่ได้จากเทคโนโลยีการแยกโมเลกุลของน้ำใน Adoxy จะช่วยในการฟื้นฟูสภาพของเซลล์ จึงมีผลทำให้เซลล์กลับมาแข็งแรง ส่งผลให้ระบบภูมิต้านทานของเซลล์กลับมาทำงานได้อีกครั้ง และยังช่วยให้เซลล์ที่มีอยู่บริเวณบาดแผลกลับมาสมานตัวกันได้ดีทำให้แผลหายเร็ว

5.ปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่างในร่างกาย ออกซิเจนมีประจุลบ และไฮโดรเจนที่มีประจุบวกที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีการแยกน้ำสามารถกระตุ้นการปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนและก๊าซไฮโดรเจนพร้อมๆ กัน ด้วยปฏิกริยาลูกโซ่ซึ่งจะช่วยในการปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่างของของเหลวภายในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์และรวดเร็ว

6.เพิ่มพลังงานให้กับเซลล ด้วยเทคโนโลยีการแยกโมเลกุลของน้ำที่มีอยู่ใน Adoxy นี้ ทำให้น้ำแยกตัวออกมาเป็นประจุลบของออกซิเจนและประจุบวกของไฮโดรเจน ไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นจะเข้าสู่กระบวนการเผาผลาญอาหารเพื่อให้เกิดเป็นพลังงาน (Metebolism Process) เพื่อใช้ในกระบวนการต่างๆ ภายในร่างกายต่อไป

7.เพิ่มประสิทธิภาพในการรับสารอาหารอื่นๆ เข้าสู่ร่างกาย เมื่อหยด Adoxy ลงในน้ำ จะช่วยให้แรงตึงผิวของน้ำลดลง ทำให้เซลล์สามารถดูดซึมสารอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ เข้าสู่ร่างกายได้อย่างบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วิธีใช้ผลิตภัณฑ์ Adoxy

1.ใช้รับประทาน

หยด Adoxy จำนวน 3-5 หยด ลงในน้ำสะอาดที่สามารถดื่มได้ 1 แก้วคนให้เข้ากัน ดื่มวันละ 3-4 ครั้ง (เช้า, กลางวัน, เย็น, ก่อนน้ำ) ก่อนอาหารหรือขณะท้องว่าง ไม่ควรรับประทานร่วมกับ ชา กาแฟ หรือ นม (ใช้ผสมน้ำเย็นหรือน้ำอุ่นก็ได้)

2.ใช้ภายนอกร่างกาย

หยด Adoxy จำนวน 3-5 หยด ในขวดสเปรย์ที่บรรจุน้ำสะอาก เขย่าให้เข้ากัน ให้สเปรย์บนส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ผิวกาย ใต้ลิ้น โพรงจมูก ฯลฯ นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับบาดแผลหรือบริเวณที่เกิดผื่นคันได้ด้วย ถ้าใช้กับผิวหน้า เราควรผสมให้เจือจางประมาณ 1 หยด
 

ชีววิทยาของเซลล์

 
ชีววิทยาของเซลล์

เซลล์ เป็นหน่วยธรรมดาที่สุดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่มีอยู่บนโลกนี้ อวัยวะบางอย่างเป็นเซลล์เพียงเซลล์เดียวเท่านั้น แต่อวัยวะส่วนมากจะเป็นการรวมเอาเซลล์หลายชนิดที่ต่างกันมารวมกัน เซลล์จึงเป็นหน่วยเล็กที่สุด ซึ่งแต่ละเซลล์จะแสดงคุณสมบัติต่างๆที่แตกต่างกันออกไป และเมื่อนำมารวมเข้าด้วยกันเราเรียกว่า ชีวิต การสืบพันธ์ก็เป็นการตอบสนองปฏิกิริยาทางเคมีที่ซับซ้อนอย่างหนึ่งของชีวิต และยังมีสิ่งอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับชีวิตในระดับโพรงเซลล์ (Cellular Level) จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับเรา

 เซลล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดก็คือไข่นกกระจอกเทศ แต่เซลล์ส่วนมากจะมีขนาดเล็กว่านั้นมาก เซลล์ส่วนใหญ่จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 10 ไมครอนเท่านั้น หนึ่งไมครอนเท่ากับหนึ่งในล้านของเมตร ส่วนเซลล์ที่มีขนาดเล็กที่สุดจะมีขนาดเพียงครึ่งไมครอนเท่านั้น ซึ่งเป็นการยากที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ถ้าจะให้เปรียบเทียบขนาดของเซลล์กับวัตถุที่เราคุ้นเคยและเห็นได้ก็คือ ถ้าเราขยายเหรียญเพนนีให้ใหญ่เท่ากับสนามฟุตบอล และขยายขนาดของเซลล์ในอัตราขยายเดียวกัน เซลล์ก็จะมีขนาดเท่ากับเหรียญเพนนีในสนามฟุตบอลเท่านั้น

ผู้ที่ทำการสังเกตเห็นเซลล์ในยุคแรกๆนั้น จะเห็นเซลล์เล็กๆเหล่านั้นมีลักษณะเป็นถุงเนื้อเยื่อที่มีของเหลวคล้ายกับเจลลี่บรรจุอยู่ภายในเรียกว่า โปรโตพลาสซึม และภายในเซลล์ที่พบส่วนใหญ่ จะมีโครงสร้างเป็นทรงกลมที่มีสีเข้ม เรียกว่า นิวเคลียส บางเซลล์ของพืชจะมีผนังเซลล์ที่หนา และอาจมีเม็ดเล็กๆคล้ายโครงสร้างสีเขียวอยู่ภายในเซลล์เหล่านั้น แต่จากการสังเกตดูเซลล์ด้วยการมองผ่านกล้องจุลทัศน์ภายใต้แสงที่มองเห็นได้อย่างธรรมดานั้น จะถูกจำกัดด้วยความยาวของคลื่นแสงที่เป็นคุณสมบัติทางฟิสิกส์ ทำให้เราไม่สามารถที่จะเห็นได้ถึงรายละเอียดของโครงสร้างภายในระดับโพรงเซลล์ได้ จนถึงกลางศตวรรษที่ 20 เราก็ยังไม่สามารถที่จะมองเห็นโครงสร้างอย่างละเอียดของเซลล์ได้ ทำให้เราไม่สามารถรู้ว่า เซลล์มีชีวิตและทำงานได้อย่างไร จนกระทั่งเมื่อมีการสร้างกล้องจุลทัศน์แบบอิเลคตรอนได้สำเร็จ นั่นจึงเป็นการเริ่มต้นเปิดเผยเทคนิคทางชีวะเคมีวิทยายุคใหม่ เพราะว่าลำแสงของอิเลคตรอนจะมีความยาวของคลื่นสั้นกว่าของแสง กล้องจุลทัศน์แบบอิเลคตรอนจะรวมลำแสงอิเลคตรอนลงบนวัตถุ มันจึงสามารถเปิดเผยถึงโครงสร้างของวัตถุที่มีขนาดเล็กได้มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการมองจากกล้องจุลทัศน์แบบธรรมดามาก ถึงตอนนี้ไม่ว่าโครงสร้างเม็ดเล็กๆที่ล่องลอยอยู่ในโปรโตพลาสซึม ระบบโครงสร้างที่ซับซ้อนของเนื้อเยื่อ ท่อหลอดต่างๆหรือชิ้นส่วนที่แยกออกเป็นส่วนๆ ที่เคยมองเห็นไม่เป็นรูปเป็นร่าง ก็สามารถที่จะมองเห็นได้

โครงสร้างส่วนย่อยต่างๆของเซลล์ที่มีรวมกันอยู่ภายในเซลล์เรียกว่า อวัยวะส่วนย่อย (Organelles) ซึ่งในเซลล์ทั่วไปจะมี อวัยวะส่วนย่อย มากมาย เราเพิ่งจะเริ่มมีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของ อวัยวะส่วนย่อย เหล่านี้ ก่อนที่เราจะได้เรียนรู้ต่อไป เราจะชี้ให้ท่านได้รู้ว่า ภาพ micrograph ที่เราได้จากการมองผ่านด้วยกล้องจุลทัศน์แบบอิเลคตรอน นั้น ก็ยังมีความละเอียดไม่เพียงพอที่จะใช้แทนคำว่า ชีวิต ได้เลย เพราะตัวอย่างของชิ้นงานที่จะนำมาใช้กับกล้องจุลทัศน์แบบอิเลคตรอนนั้น จะต้องทำการฆ่าและผ่านกรรมวิธีต่างๆมากมาย ทั้งการย้อมสีด้วยเคมี การทำให้ยึดติดกับแผ่นพลาสติค การแล่ออกให้เป็นชิ้นบางมากๆ แล้วจึงนำใส่เข้าไปช่องสุญญากาศ เพื่อใช้ทำการสังเกตดู จึงพูดได้เลยว่า นี่เป็นการปฏิบัติที่ค่อนข้างหยาบมากสำหรับสิ่งของที่มีชีวิต เพราะภาพ Micrograph ที่เราได้เห็นนั้นเป็นภาพที่ไม่มีชีวิต มันเป็นเพียงเงาของวรรณคดีชีวิต แต่อย่างไรก็ดี การมองด้วยกล้องจุลทัศน์แบบอิเลคตรอน ก็ช่วยให้เราสามารถที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตได้ดีมากขึ้น เรามาเริ่มต้นกันที่เซลล์ เซลล์ทุกๆเซลล์นั้นจะถูกล้อมรอบวัตถุบางๆที่เป็นเนื้อเยื่อที่มีความละเอียดอ่อนที่เรียกว่า เซลล์เนื้อเยื่อ หรือ พลาสมาเมมเบรน

 โครงสร้างเหล่านี้เป็นเนื้อเยื่อสองชั้น บางครั้งก็เรียกว่า หน่วยโครงสร้างของเนื้อเยื่อ หน้าที่ที่เห็นได้ค่อนข้างเด่นชัดของ เซลล์เนื้อเยื่อ ก็คือ การป้องกันเซลล์และอุ้มส่วนของอวัยวะส่วนย่อยต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน  นอกจากนี้ เนื้อเยื่อยังมีหน้าที่อื่นๆอีกมากมาย มันสามารถเจาะจงอนุญาตให้โมเลกุลบางชนิดให้ผ่านเข้า-ออก หรือหยุดโมเลกุลอื่นๆมิให้เข้า-ออกจากเซลล์ได้ คุณสมบัติเช่นที่ว่านี้เรียกว่า  การเลือกอนุญาตให้ซึมแทรกผ่านได้จำเพาะ(Selective Permeability) และจากการที่เนื้อเยื่อมันมีความสามารถอนุญาตให้ซึมผ่านได้จำเพาะ มันจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมปฏิกิริยาต่างๆที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ นอกจากนี้ มันยังมีหน้าที่ควบคุมปฏิกิริยาทางเคมีอันซับซ้อนอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการติดต่อสื่อสารติดต่อกับเซลล์อื่นๆอีกด้วย อวัยวะส่วนย่อย อื่นๆต่างก็ถูกล้อมรอบไว้ด้วยเนื้อเยื่อ โครงสร้างเนื้อเยื่อส่วนมากจึงทำหน้าที่คล้ายคลึงกันคือการห่อหุ้มอวัยวะย่อยต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน

สิ่งใหญ่ที่สุดของสิ่งที่มีชีวิต ในเซลล์ส่วนมาก ที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ค่อนข้างเด่นชัดมากที่สุด ก็คือ นิวเคลียส มันมีลักษณะโต มีสีเข้ม รูปร่างเป็นทรงกลม โปรดสังเกตว่า ผมพูดว่า นิวเคลียสนั้นพบเห็นได้ ในเซลล์ส่วนมาก และในความจริง เนื่องจากว่า มิใช่ทุกเซลล์ต้องมีนิวเคลียส เซลล์บางชนิดนั้นอาจไม่มีเนื้อเยื่อล้อมรอบอวัยวะส่วนย่อยเอาไว้เลย ดังนั้น เซลล์จึงสามารถแบ่งออกเป็น 2 หลักใหญ่ๆคือ เซลล์ที่ขาดนิวเคลียสเรียกว่า Prokaryotic cell หรือ Prokaryotes ในภาษากรีกหมายถึง นิวเคลียสแรกเริ่ม ส่วนเซลล์ที่มีนิวเคลียสเรียกว่า Eucaryotic cell หรือ Eucaryotes ซึ่ง หมายถึง นิวเคลียสแท้ Prokaryotes นั้นเป็นเซลล์เพียงเซลล์เดียวอย่างง่ายๆของสิ่งที่มีชีวิต เช่น แบคทีเรียและสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว ต่างกับเซลล์ Eucaryotes ซึ่งจะมีความซับซ้อนมากกว่า

Eucaryotes เป็นเซลล์ของสิ่งที่มีชีวิต ที่เรามีความคุ้นเคยก็คือ พืช สัตว์ เห็ดหรือเชื้อรา และโปรโตซัว (เป็นสัตว์เซลล์เดียวที่มีนิวเคลียส) ลองสังเกตและเปรียบเทียบระหว่างเซลล์ Prokaryotes กับ Eucaryotes จะพบว่า Prokaryotes ไม่เพียงแต่ขาดนิวเคลียสเท่านั้น แต่ยังไม่มีอวัยวะที่เป็นเนื้อเยื่อหุ้มด้วย

เรามาเริ่มต้นด้วยชื่อต่างๆของ เซลล์ และ อวัยวะส่วนย่อย โดยคอลัมน์ข้างหนึ่งเขียนคำว่า Prokaryotes และอีกข้างหนึ่งเขียนคำว่า Eucaryotes แล้วเราลองมาช่วยพิจารณาด้วยกัน โดยท่านสามารถเลือกเติมว่า โครงสร้างอันใด จัดเป็นเซลล์แบบไหน โดยเริ่มต้นจากการเติมคำว่า แบคทีเรีย และ สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ลงในช่องของ Prokaryotes

Eucaryotes จัดเป็นพวกของพืช สัตว์และเห็ดหรือเชื้อรา ทั้งพืชและสัตว์ต่างก็มีเซลล์เนื้อเยื่อ ให้แสดงด้วยเครื่องหมาย + และ Eucaryotes ยังมี นิวเคลียส ให้แสดงเครื่องหมาย + เช่นกัน ส่วน Prokaryotes ขาดนิวเคลียสที่แท้จริง ให้แสดงด้วยเครื่องหมาย -

ตอนนี้ กลับมาดูที่ นิวเคลียส ซึ่งเป็นสถานที่จัดเก็บ เซลล์พันธุกรรม ข้อมูลต่างๆจะถูกเก็บเอาไว้ในนิวเคลียสที่เรียกว่า DNA ที่มีพิมพ์เขียว (Blueprint) เพื่อใช้ในการสร้างโปรตีนประกอบอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย และโปรตีนจะเป็นโมเลกุลที่ใช้ในการสร้างโครงสร้างส่วนใหญ่ของเซลล์ เช่นเดียวกันกับตัวควบคุมกระบวนการทางด้านเคมีของเซลล์ ดังนั้น หน้าที่เบื้องต้นของนิวเคลียสก็คือ ใช้เป็นสถานที่ในการเก็บข้อมูล เนื้อเยื่อสองชั้นที่ล้อมอยู่รอบนิวเคลียสนั้นบางทีก็เรียกว่า เยื่อหุ้มนิวเคลียส (Nucleus envelope) จะมีปุ่มเล็กๆมากมายบนถุงหุ้มนิวเคลียส เพื่อช่วยให้นิวเคลียสที่อยู่ภายใน สามารถหมุนไปได้รอบๆในช่องว่างระหว่างส่วนที่เหลือของเซลล์ได้ ถึงแม้เซลล์ Prokaryotes ไม่มีนิวเคลียสแท้จริง อยู่ก็ตาม ข้อมูลของพันธุกรรมก็จะถูกเก็บอยู่ในโมเลกุลของ DNA เช่นกัน โดยตำแหน่งที่ตั้งของ DNA ที่อยู่ภายในของเซลล์แบบ Prokaryotes นั้นเราเรียกว่า พื้นที่ของนิวเคลียร์ (Nuclear area) หรือ นิวคลีโอพลาสซึม(Nucleoplasm)

พื้นที่ทรงกลมสีเข้มที่อยู่ภายในนิวเคลียสและมีสีทึบนั้น เรียกว่า นิวคลีโอลัส (Nucleolus) เป็น DNA ที่ประกอบไปด้วยโปรตีนและสารเคมีอื่นๆ รวมถึงโครงสร้างเล็กๆที่เรียกว่า ไรโบโซม (Ribosome) ซึ่งไรโบโซมจะถูกสร้างขึ้นที่นี่ โดย DNA ที่มีอยู่ภายในพื้นที่เดียวกันนี้ จะนำเอาข้อมูลต่างๆเพื่อใช้ในการสร้างชิ้นส่วนของ ไรโบโซม ดังที่เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ไรโบโซมต่อไป และในเซลล์แบบ Eucaryotes เท่านั้นจึงจะมี Nucleoli
ขอให้พักเรื่องของนิวเคลียสเอาไว้ก่อน และมาเรียนรู้อวัยวะส่วนอื่นๆที่เหลือของเซลล์ ที่มีอยู่รอบนอกของนิวเคลียสที่เรียกว่า ไซโตพลาสซึม(Cytoplasm) ในจำนวนอวัยวะต่างๆที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในไซโตพลาสซึมนั้น เนื้อเยื่อ Endoplasmic Reticulum ที่เรียกย่อๆว่า ER ที่ประกอบจากเครือข่ายงานที่ซับซ้อนของเนื้อเยื่อที่พับซ้อน หรือ เป็นท่อหลอด เรียกว่า Cisternae เป็นแหล่งที่มีปฏิกิริยาทางชีวะเคมีเกิดขึ้นอย่างหนาแน่นมาก และเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุด ในภาพที่ท่านเห็นอยู่ จะมี ER อยู่ 2 ชนิด คือ เนื้อเยื่อหยาบของ ER และ เนื้อเยื่อเรียบของ ER

เนื้อเยื่อหยาบของ ER นั้นมาจากไรโบโซมที่มีรูปทรงเป็นเม็ดกลมขนาดเล็กๆ ยึดเกาะติดอยู่ตามผิวของเนื้อเยื่อ โดยไรโบโซมนั้นเป็นโปรตีนที่รวมตัวกับกรดนิวคลีอิค และเป็นเสมือนเครื่องจักรที่ใช้ในการสร้างโปรตีนต่างๆสำหรับเอาไว้ใช้ภายในเซลล์ ดังนั้น ER จึงเป็นแหล่งที่ใช้ในการสังเคราะห์โปรตีน และเซลล์ที่ทำการผลิตโปรตีนจำนวนมากๆจึงเต็มไปด้วยเนื้อเยื่อหยาบของ ER

ในส่วนของ เนื้อเยื่อเรียบ (Smooth) ของ ER นั้นก็เป็นส่วนที่ช่วยส่งเสริมในการสังเคราะห์โมเลกุลชนิดอื่นๆด้วย เช่น ช่วยในการสร้างฮอร์โมนต่างๆ ถึงแม้ว่า ในเซลล์ Prokaryotes จะไม่มี ER ก็ตาม แต่มันก็ยังมี ไรโบโซมอิสระ ที่มีความสามารถในการที่จะสร้างโปรตีนขึ้นได้อย่างง่ายดาย โดยมันไม่จำเป็นจะต้องเกาะติดกับผิวเนื้อเยื่อหยาบเลย

โครงสร้างของเซลล์ที่เราคุ้นเคยและพบเห็นเป็นส่วนมาก จะเป็นชนิดที่เป็นถุงแบนซ้อนพับที่เรียกว่า หน่วยงานกอลไจ (Golgi apparatus) ดังภาพตัดขวางที่แสดงให้เห็นอยู่นี้ จะเห็นเหมือนลูกโป่งที่ถูกเบียดทับ ซ้อนกันเป็นชั้น และยังมีหลอดท่อต่อออกไป ที่สุดปลายขอบของหลอดท่อ จะเห็นมีถุงเล็กๆคล้ายลูกโป่งลอยอยู่เต็มไปหมด ดังนั้น หน่วยงานกอลไจ จึงเป็นศูนย์บรรจุวัตถุต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นภายในเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การสร้าง โปรตีน

ได้มีการทดลองป้อนกรดอะมิโนที่มีคลื่นรังสีให้กับเซลล์ เซลล์จะนำกรดอะมิโนไปใช้ในการสร้างเป็นโปรตีน ในชั้นแรก ER ซึ่งเป็นหน่วยงานในการสังเคราะห์โปรตีนจะตรวจพบ กรดอะมิโนที่มีคลื่นรังสีก่อน และอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา หน่วยงานกอลไจ (Golgi Apparatus) ก็พบโปรตีนที่มีคลื่นรังสี และคลื่นรังสีจำนวนมากก็จะผุดขึ้นเป็นถุงเล็กๆที่เรียกว่า Vesicle และถุงเล็กๆเหล่านี้จะหลุดออกจาก กอลไจ และเคลื่อนที่ไปยังเนื้อเยื่อและจัดส่งออกไปสู่นอกเซลล์ทันที ดังนั้น หน้าที่ของ หน่วยงานกอลไจ ก็คือการหลั่งผลิตภัณฑ์ของเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ผลิตภัณฑ์ของ โปรตีน Vesicle ที่ถูกสร้างโดย หน่วยงานกอลไจ บางทีก็เป็นผลิตภัณฑ์ Lysosomes ซึ่ง Lysosomes นี้เป็นเนื้อเยื่อที่มีเอนไซม์และสารเคมีต่างๆหลายชนิดบรรจุอยู่ และยึดเกาะอยู่ภายใน Vesicle มันสามารถย่อยสลายโมเลกุลและโครงสร้างในระดับโพรงเซลล์ให้แตกตัวได้  ซึ่ง Lysosomes นี้จะพบได้เฉพาะแต่ในเซลล์ของสัตว์และพืชเท่านั้น ในภาวะปกติ เอนไซม์จะอยู่เฉยๆ แต่ถ้าหากสิ่งแวดล้อมภายในระดับโพรงเซลล์มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีความเสียหายเกิดขึ้น สิ่งที่บรรจุอยู่ภายใน Vesicle ก็จะกระจายออกมาและทำลายเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านั้นได้ ดังนั้น Lysosomes จึงทำลายซากในโพรงเซลล์ได้ทันทีและจะทำการกั้นห้องเพื่อทำการซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายด้วย

นอกจากนี้ Lysosomes ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาของสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างเช่น มันจะรับผิดชอบในการพัฒนาของสิ่งมีชีวิต เช่น การขจัดหางของลูกอ๊อดให้กลายเป็นกบ เซลล์บางเซลล์ของ Lysosomes จะนำอาหารเข้าไปใช้ในกระบวนการที่เรียกว่า Phagocytosis เซลล์ Lysosomes จะไปจับอยู่รอบๆสารอาหารชิ้นเล็กๆ แล้วสร้างเยื่อหุ้มสารอาหารให้กลายเป็นถุงสารอาหารเล็กๆอยู่ภายในเซลล์ และ Lysosomes ที่มีอยู่ภายใน Vesicle ด้วยกันก็จะสลายสารเอนไซม์และสารเคมีต่างๆออกมา เพื่อช่วยย่อยสลายถุงสารอาหารที่มีอยู่ภายใน Vesicle แล้วส่งสารอาหารที่ถูกสลายตัวแล้วผ่านทางเนื้อเยื่อไปให้เซลล์ดูดซึมได้
Phagocytes (ฟาโกไซต์) หรือเม็ดเลือดขาวจะเป็นตัวทำลายซากของเสียและแบคทีเรียที่มีอยู่ในกระแสเลือด เรามาดูรายละเอียดอื่นๆต่อไปกันดีกว่า

พืชสามารถสร้างอาหารได้ด้วยตัวของมันเอง  มันสร้างขึ้นได้จากอวัยวะเล็กๆที่เรียกว่า คลอโรพลาซ ที่คอยจับพลังงานจากแสงแดดแล้วเปลี่ยนเป็นแรงยึดเหนี่ยวทางเคมีของกลูโคสกับโมเลกุลของอินทรีย์สารอื่นๆ กระบวนเช่นนี้เรียกว่า การสังเคราะห์แสง คลอโรพลาซนั้นเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง จากภาพ Micrograph จะเห็นได้ว่า มีเนื้อเยื่อสองชั้นหุ้มอยู่โดยรอบ ภายในจะมีเนื้อเยื่อซ้อนกันเหมือนแพนเค้ก เรียกว่า Lamellae หรือ Thylakoids แต่ละชั้นของ Lamellae เรียกว่า Granum ซึ่งคำนี้หมายถึง เมล็ด (Grain) เนื้อเยื่อที่อยู่ในระหว่างชั้นเรียกว่า Grana lamellae ช่องว่างในระหว่างชั้นของเนื้อเยื่อเรียกว่า Re stroma lamellae คลอโรพลาซอาจจะมีรูปร่างหลายแบบและหลายขนาด เซลล์ของพืชบางอย่างอาจจะมีเพียงหนึ่งคลอโรพลาซเท่านั้น แต่โดยทั่วไป พืชจะมีคลอโรพลาซมากมาย ซึ่งคลอโรพลาซก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของอวัยวะขนาดเล็กที่มีอยู่ทั่วไปมากมาย นอกเหนือจากคลอโรพลาซแล้ว พืชก็ยังมีสิ่งอื่นๆอีก อย่างเช่นพลาซติด (Plastid) เป็นต้น และพลาซติดก็ยังมีอีกหลายชนิด คลอโรพลาซยังเป็นที่เก็บเม็ดสี และเป็นที่เก็บพลาซติดชนิดต่างๆ คล้ายกับโรงเก็บแป้งและวัตถุอื่นๆ ตามปกติแล้ว มีเพียงพืชเท่านั้นที่จะมีพลาซติด แต่สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินหรือแบคทีเรียที่เป็นเซลล์แบบ Prokaryotes มิได้มี Lamellaeเก็บไว้ในพลาซติด แต่ที่มันสามารถทำการสังเคราะห์แสงได้นั้น เข้าใจว่าการสังเคราะห์นั้นได้มาจากเนื้อเยื่อของเซลล์

พืชสามารถสร้างอาหารได้เอง แต่สัตว์นั้นได้อาหารจาการกินสิ่งที่มีชีวิตอื่นๆเข้าไป ในสัตว์ที่เป็นเซลล์ Eucaryotes ทั้งหมด อาหารจะถูกย่อยและสลายให้พลังงานในอวัยวะเล็กๆที่เรียกว่า ไมโตคอนเดรีย ตัวไมโตคอนเดรียจะประกอบไปด้วยเปลือกเนื้อเยื่อชั้นนอกและเนื้อเยื่อชั้นในที่ซ้อนพับ ส่วนที่พับนี้เรียกว่า Cristae และจะมีสารวัตถุอยู่ระหว่าง Cristae เรียกว่า Matrix ไมโตคอนเดรียนี้เป็นอวัยวะอันเล็กๆที่เป็นตัวใช้ออกซิเจน เป็นอวัยวะซึ่งคอยเผาผลาญโมเลกุลสารอาหารเพื่อสร้างพลังงานให้กับโมเลกุลของเซลล์ คือ ATP กระบวนปลดปล่อยพลังงานเช่นนี้เรียกว่า การหายใจ

การลำดับเอนไซม์และการที่โมเลกุลถูกนำพาโดยอิเลคตรอนนั้นได้ถูกกระทำใน Cristae เอนไซม์อื่นๆและปฏิกิริยาต่างๆจะเกิดขึ้นในบริเวณของ Matrix โดยเฉลี่ยแล้วในเซลล์ Eucaryotes จะมี ไมโตคอนเดรีย อยู่ระหว่าง 200 -10,000 อัน แต่ในเซลล์บางชนิด ก็จะมีเครื่องจักรในการสร้างพลังงานยึดติดกับเซลล์เนื้อเยื่อหรืออาจจะลอยตัวอยู่ มากกว่าที่จะบรรจุอยู่ภายใน ไมโตคอนเดรีย ไมโตคอนเดรียเป็นอวัยวะอันเล็กๆที่มีอยู่ทั้งในพืชและในสัตว์ ถึงแม้เราจะยังไม่สามารถเข้าใจหน้าที่ทั้งหมดของมันได้ แต่ดูเหมือนว่ามันจะมีบทบาทจำเพาะกับสารเคมีบางอย่างที่อยู่ภายในเซลล์ ในการออกซิเดชั่น (เผาผลาญ) และรีดัคชั่น (ยับยั้งการทำปฏิกิริยาเผาผลาญ) และสลายซากผลิตภัณฑ์ของเสียที่อยู่ในระดับลึกของโพรงเซลล์

ภาพของเซลล์พืชที่เห็นอยู่นี้แสดงถึงอวัยวะต่างๆของพืชที่เราได้ศึกษากันมาแล้ว ตอนนี้ลองเปรียบเทียบสังเกตขนาดและตำแหน่งของอวัยวะต่างๆเหล่านั้น

แท่งโปรตีนต่างๆเราเรียกว่า Microtubules (ไมโครทูบูล) นั้นจะพบได้ในเซลล์แบบ Eucaryotic เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในภาพนี้จะเห็นแท่งโปรตีนจำนวนมากมาย แท่งโปรตีนเหล่านี้จะมีลักษณะเป็นแท่งยาวแต่บางมาก มันสามารถประกอบขึ้นมาและสลายตัวได้อย่างรวดเร็ว Microtubules นี้จะทำหน้าเป็นแท่งค้ำสำหรับเซลล์บางเซลล์ มันทำหน้าที่ชี้นำในการสร้างกำแพงเซลล์ในพืช และยังเกี่ยวพันกับการเคลื่อนไหวของเซลล์ที่เป็นหน่วยย่อยของ Flagella และ Celia ที่เราจะได้เรียนรู้กันต่อไป

ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างหน่วยเดียวของ Microtubules เป็นรูปทรงกระบอกที่มีหน่วยย่อยของโปรตีนที่มีลักษณะเป็นรูปท่อหลอดบรรจุอยู่ และมีบางสิ่งคล้ายกับก้อนอิฐเล็กๆของปล่องไฟ เซลล์ของสัตว์จะมีโครงสร้างที่ประณีตและแตกต่างออกไปเรียกว่า Centrioles ที่ทำมาจาก Microtubules จำนวนมาก โดยที่ Centrioles เป็นท่อหุ้มขนาดเล็กที่บรรจุ Microtubules 3 หลอดท่อ จำนวน 9 ชุด ดังภาพตัดขวางที่เห็นอยู่นี้ ดังนั้น Centrioles จึงเป็นศูนย์กลางในการจัดตั้งจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ แล้วเรียบเรียง Microtubules จำนวนมากเหล่านั้นขึ้นเป็นอวัยวะ ที่มีส่วนช่วยในการเคลื่อนที่ของโครโมโซมในระหว่างที่เซลล์มีการแบ่งตัว ซึ่งท่านสามารถสังเกตเห็นการแปล่งรังสีของ Microtubules ที่อยู่ใน Centrioles ได้จากภาพ Micrograph เส้นเล็กๆที่คล้ายขนที่ยื่นออกมาจากเซลล์ ส่วนนี้เรียกว่า ซีเลีย หรือ เฟล็กเจลลา (Celia หรือ Flaggella) ซึ่งจะทำหน้าที่คล้ายกับหางหรือไม้พาย ที่ช่วยในการเคลื่อนที่ของในเซลล์แบบ Eucaryotes ภาพที่ท่านเห็นนี้เป็นภาพหน้าตัดของ ซีเลีย ที่มี Microtubules  9 คู่ และ Microtubules เดี่ยวๆอีก 2 ท่อ ซึ่งเราเรียกการจัดเรียงแบบนี้ว่า 9+2 ท่านจะเห็นว่า ซีเลีย หรือ เฟล็กเจลลา มีโครงสร้างเหมือนกันทุกอย่าง

ท่านอาจถามว่า แล้วมันแตกต่างกันตรงไหน ? ถ้าเซลล์นั้นมีโครงสร้างลักษณะนี้เพียงหนึ่งหรือ 2-3 อัน เราจะเรียกแต่ละอันว่า Flagellum แต่ถ้าเซลล์นั้นมีโครงสร้างเช่นนี้มากๆแล้วละก็ เราจะเรียกแต่ละอันว่า Cilium แบคทีเรียบางชนิดอาจมีโครงสร้างแบบ Flagella แต่ Flagella เหล่านี้จะมีโครงสร้างและมีหน้าที่แตกต่างไปจาก Flagella ที่มีอยู่ในเซลล์แบบ Eucaryotic

เซลล์มีหน้าที่แยกสารอาหาร ปลดปล่อยพลังงาน ทำการขับเคลื่อน ที่ก่อให้เกิดเป็นของเสีย ซึ่งของเสียเหล่านั้นมิได้เป็นปัญหาสำหรับสัตว์ที่มีเซลล์เดียว อย่างเช่น   ตัวอะมีบา ของเสียเหล่านั้นจะถูกขับให้ไหลผ่านทางเนื้อเยื่อออกไปสู่นอกเซลล์ ส่วนเห็ด เชื้อราหรือพืชจะขับของเสียที่มีอยู่ในระดับลึกของโพรงเซลล์ให้เข้าไปอยู่ในอวัยวะเล็กๆที่เรียกว่า แวคคิวโอล(Vacuoles) แวคคิวโอลส่วนมากจะมีเนื้อเยื่อชั้นเดียว มีลักษณะเป็นถุงขนาดค่อนข้างใหญ่ที่มีของเสียหรือสารอย่างอื่นๆถูกเก็บเอาไว้ภายใน แวคคิวโอล ที่จะต้องทำการขนถ่ายผ่านเนื้อเยื่อ และบ่อยครั้งจะประกอบไปด้วยสารเม็ดสี (Pigment) การที่ดอกไม้มีสีต่างๆได้นั้น ก็เกิดจากสารเม็ดสีที่สะสมอยู่ภายใน เซลล์แวคคิวโอล ของดอกไม้ การเพิ่มขยายจำนวนของแวคคิวโอลที่มากขึ้นนั้น ก็เพื่อช่วยในการเติบโตของพืช แรงดันของน้ำใน แวคคิวโอล ก็มีส่วนช่วยในการทำให้ลำต้นของต้นไม้ตั้งตรงขึ้นได้ เซลล์ของพืชส่วนใหญ่ จะเป็นแวคคิวโอลขนาดใหญ่ที่ถูกล้อมรอบด้วยเนื้อเยื่อชั้นบางๆของไซโตพลาสซึม ในเห็ด เชื้อราหรือพืชที่เป็นเซลล์แบบ Prokaryotic จะมีผนังเซลล์ที่แข็งแรงล้อมรอบ เพื่อเป็นการช่วยปกป้องเซลล์ ....ป้องกันมิให้เซลล์ระเบิดและรักษารูปทรงของเซลล์เอาไว้

ผนังเซลล์ของพืชนั้นทำจากเซลลูโลส คาร์โบไฮเดรตจะจับอยู่ตามโครงข่ายไฟเบอร์ที่สานตัดกัน เซลลูโลสจะเป็นเหมือนกาวที่ช่วยประสานโมเลกุลต่างๆให้เชื่อมติดกันเป็นโครงสร้างให้มีความแข็งแรง แต่มีความพรุนมากพอที่จะให้โมเลกุลต่างๆสามารถผ่านผนังเซลล์ได้อย่างง่ายดาย ลองสังเกตดูให้ดีจะเห็นว่า ผนังของเซลล์นั้นมิได้มาทดแทนเนื้อเยื่อของเซลล์ มันอยู่ข้างนอกเนื้อเยื่อของเซลล์ โดยมีเนื้อเยื่อของเซลล์เกาะติดอยู่ภายในผนังเซลล์ อีกทีหนึ่ง

ภาพที่เห็นนี้เป็นเซลล์ที่ตายแล้วของไม้ เซลล์ที่ตายแล้วจะไม่มีไซโตพลาสซึม ผนังของมันจะใช้เป็นท่อสำหรับส่งน้ำไปทั่วต้นไม้ เซลล์แบบ Prokaryotes เช่นแบคทีเรียก็มีผนังเซลล์เช่นกัน และผนังเซลล์เหล่านั้นก็ทำหน้าที่คล้ายกับผนังเซลล์ในพืช เพียงแต่ว่า มันสร้างขึ้นจากสารวัตถุที่แตกต่างไปจากพืช ในสัตว์ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีผนังเซลล์ มีเพียง โปรโตซัว 2-3 ชนิดเท่านั้นที่จะมีผนังเซลล์

หน้าที่และส่วนประกอบของเซลล์

ร่างกายของเราประกอบด้วยเซลล์(CELL) จำนวน 60-100 ล้านล้านตัวเซลล์มีขนาดเล็กมากจนมองด้วยสาตาเปล่าแทบไม่เห็นถ้าใช้กล้องจุลทรรศน์ขยาย 8 พันเท่าจะโตเท่ากับเมล็ดถั่วเขียว

หน้าที่ของเซลล์แบ่งกลุ่มตามหน้าที่ของเซลล์ในร่างกายออกเป็น 126 กลุ่มกลุ่มเซลล์ที่สำคัญที่สุดในร่างกายคือ กลุ่มเซลล์เลือด (BLOOD CELL)กลุ่มเซลล์เลือดมีจำนวนมากถึง 60% ของเซลล์ร่างกาย

อายุของเซลล์เซลล์แต่ละกลุ่มมีอายุต่างกัน  4 นาที 2 วัน 10 วันบางกลุ่ม 30 วัน 6 เดือน 10 เดือน 20  เดือนแต่เซลล์เลือดจะอายุยาวนานถึง 24 เดือน หรือ 2 ปีเซลล์เลือดจะตายแล้วเกิดทุก 2 ปี ต่อครั้ง โดยธรรมชาติและธรรมชาติกำหนดให้เซลล์เลือดตายเกิด 60 ครั้งเซลล์ผิวหนังชั้นนอกอายุสั้นที่สุดเพียง 4 นาที

อาหารของเซลล์เซลล์ทุกตัวต้องการอาหารเพื่อทำหน้าที่ได้ดีที่สุดอาหารของเซลล์คืออาหารที่เรากินนั่นเองอาหารจึงเป็นตัวกำหนดสุขภาพของคนเรา WE ARE WHAT WE EAT เรากินอะไรเข้าไป... สุขภาพของเราก็เป็นอย่างนั้น

Deturium ธาตุมหัศจรรย์

 
Deuterium

Deuterium(สัญลักษณ์ 2H) ก็คือไอโซโทป(Isotope)ของไฮโดรเจน จากหนึ่งใน 7,000 อะตอมคงตัวของไฮโดรเจนที่มีอยู่อย่างมากมายตามธรรมชาติ ดิวเตอเรียมนั้นบางทีก็เรียกว่า ไฮโดรเจนชนิดหนัก(Heavy hydrogen) ด้วยเช่นกัน เนื่องจากก๊าสดิวเตอเรียมคือ D2 หรือ 2H2 มันเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ และ ตัวของมันไม่ใช่ธาตุแท้ที่แท้จริง จึงใช้สัญลักษณ์ D แทน / นิวเคลียสของดิวเตอเรียมจะมีโปรตอนหนึ่งอะตอมและนิวตรอนหนึ่งอะตอม ขณะที่ไฮโดรเจนปกติจะมีโปรตอนเพียงหนึ่งอะตอมเท่านั้น

ธาตุดิวเตอเรียมถูกค้นพบโดยนาย ฮาโรล เคลย์ตัน อูรี่ (Harold Clayton Urey) นักเคมีจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล สาขาเคมี ในปี 1394

ธาตุดิวเตอเรียมมีประโยชน์ในการทำปฏิกิริยาของนิวเคลียร์ฟิวชั่น(Nuclear fusion) ถ้ามันเป็นธาตุตริเตียม (Tritium) อัตราในการทำปฏิกิริยาและพลังงานที่ได้จากการทำปฏิกิริยาของ D-T ก็จะมีสูงมากยิ่งขึ้น
ธาตุดิวเตอเรียมสามารถเข้าไปแทนที่ไฮโดรเจนในโมเลกุลของน้ำ เกิดเป็นน้ำชนิดหนัก(Heavy water) ขึ้นได้ ประเทศเยอรมันได้ทำการทดลองและรู้จักควบคุมวิธีการนำไปใช้กับเครื่องปฏิกรนิวเคลียร์ (Nuclear reactor moderator) ที่อาจจะทำให้ประเทศเยอรมันผลิตธาตุพลูโตเนียม เพื่อเอาไปสร้างระเบิดอะตอมมิคบอมบ์ได้ มันเป็นตัวที่มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บางอย่างในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญให้ฝ่ายพันธมิตรใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษ เข้าไปทำลายสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างธาตุดิวเตอเรียมที่ประเทศนอร์เวย์

มีการนำธาตุดิวเตอเรียมไปใช้ในด้านเคมีและทางชีวะเคมีเป็นอย่างมาก โดยใช้มันเป็นตัวคอยติดตามทางเดินของโมเลกุล(Tracer) ที่มันไปทำปฏิกิริยา เพราะในด้านเคมี มันเป็นตัวที่เหมือนกันกับไฮโดรเจนธรรมดาทุกอย่าง แต่ที่แตกต่างไปกว่าไฮโดรเจนปกติตรงที่ว่า มันมีมวล (Mass) มากกว่า เนื่องจากการที่มันมีมวลมากกว่านั่นเอง ทำให้ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับธาตุดิวเตอเรียม มีอัตราปฏิกิริยาตอบรับได้ช้ากว่าไฮโดรเจนธรรมดา
จึงมีผู้แนะนำว่า การบริโภคน้ำดิวเตอเรียมอาจจะก่อให้เกิดเป็นพิษได้เช่นกัน เพราะน้ำที่มีการแยกตัวออก มันอาจจะเข้าไปแทนที่น้ำชนิดเบา ไปรบกวนการทำให้ปฏิกิริยาทางเคมีในร่างกายให้มีอัตราลดลง ขอให้ดูรายละเอียดจากเรื่อง น้ำชนิดหนัก(Heavy water)

ธาตุดิวเตอเรียมที่มีอยู่ตามดวงดาวต่างๆ ก็เป็นหลักฐานข้อหนึ่งที่ถูกใช้นำมากล่าวอ้าง ที่โน้มเอียงให้ทฤษฎี บิ๊กแบง*(Big bang) มีความน่าเชื่อถือเหนือกว่า ทฤษฎีสภาวะที่คงที่ (Steady state theory)
* ทฤษฎีการก่อกำเนิดสุริยะจักรวาล

แคนาดาเป็นประเทศผู้นำในการผลิตดิวเตอเรียมมากที่สุดในโลก เพราะมีความต้องนำมันไปใช้กับเครื่องปฏิกรณ์ แคนดู(CANDU reactor)


น้ำชนิดหนัก (Heavy water)

น้ำชนิดหนัก (Heavy water) ก็คือ ได-ดิวเตอเรียมออกไซด์(Di-deuterium oxide) หรือ D2O หรือ  2H2O ในทางเคมี มันก็เหมือนกันกับน้ำชนิดธรรมดา เพียงแต่ว่า อะตอมของไฮโดรเจนของมันเป็น              *ไอโซโทปของดิวเตอเรียมชนิดหนัก ซึ่งภายในนิวเคลียสจะมีอะตอมของนิวตรอนเพิ่มเข้าไปรวมกับอะตอมของโปรตอน ที่มีอยู่ในนิวเคลียสของอะตอมไฮโดรเจนทั่วไป

*ไอโซโทป อะตอมของธาตุชนิดเดียวกันจะมีจำนวนโปรตอนเท่ากัน แต่ธาตุชนิดเดียวกันบางชนิดอาจมีจำนวนนิวตรอนไม่เท่ากัน เราเรียกธาตุนั้นว่า ไอโซโทป


การผลิตน้ำชนิดหนัก(Heavy water)

เราจะพบเห็น น้ำชนิดกึ่งหนัก(Semi heavy water) ที่เป็น HDO ได้ง่ายกว่า น้ำชนิดหนัก น้ำชนิดหนักจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติได้น้อยกว่า 115 : 1,000,000 ส่วน หรือจำนวน น้ำชนิดหนัก ที่เกิดขึ้นนี้จะน้อยกว่า 1 : 7,000 ส่วน มันสามารถที่จะแยก น้ำชนิดหนัก ออกมาจากน้ำชนิดธรรมดาด้วยกรรมวิธีการกลั่นหรือด้วยกระบวนการผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในอิเลคทรอไลต์ ซึ่งในกรรมวิธีการผลิตแต่ละอย่างและความเร็วจะทำให้ น้ำชนิดหนัก ที่เกิดขึ้น มีจำนวนแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับการดำเนินการให้เกิดปฏิกิริยาว่าได้ใช้แบบใด / ในการที่จะผลิต น้ำชนิดหนัก บริสุทธิจำเป็นต้องมีห้องเก็บน้ำหรืออิเลคทรอไลต์ที่นิ่งและถังน้ำขนาดใหญ่ลดหลั่นกันหลายชั้น และสิ้นเปลืองการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก

อินเดียเป็นประเทศที่มีการผลิต น้ำชนิดหนัก มากเป็นลำดับที่สองของโลก ที่มีการดำเนินการผ่านคณะกรรมการบริหาร น้ำชนิดหนัก ของประเทศอินเดีย

การนำไปใช้งาน

เครื่องชะลอความเร็วของนิวตรอน

น้ำชนิดหนักนั้น สามารถใช้ได้เฉพาะกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์บางแบบเท่านั้น ซึ่งจะทำหน้าที่ในการลดความเร็วของนิวตรอน โดยจะทำปฏิกิริยากับธาตุยูเรเนียมภายในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ การใช้น้ำชนิดธรรมดาก็สามารถที่จะทำหน้าที่ลดความเร็วของนิวตรอนได้เช่นกัน แต่เป็นเพราะว่า ปฏิกิริยาในการดูดซับนิวตรอนจากน้ำชนิดธรรมดา จะต้องมีการนำธาตุยูเรเนียมมาตกแต่งให้มีความสมบูรณ์ยิ่งกว่ายูเรเนียมธรรมชาติเสียก่อน มิฉะนั้น เราจะไม่สามารถควบคุมปฏิกิริยาของมันได้เลย เตาปฏิกรณ์ CANDU จะมีลักษณะการทำงานเช่นนี้

เกี่ยวกับการที่มีการป้องกันมิให้มีระเบิดนิวเคลียร์ทวีเพิ่มมากขึ้น เพราะว่า เครื่องปฏิกรณ์ที่ใช้น้ำชนิดหนัก สามารถใช้ได้กับยูเรเนียมตามธรรมชาติได้ ชาติที่มีพลังงานเครื่องปฏิกรณ์ทำ น้ำชนิดหนัก อย่างเพียงพอ ก็สามารถที่จะนำ น้ำชนิดหนัก นี้ไปใช้ทำยูเรเนียมให้กลายเป็นระเบิดนิวเคลียร์ได้-หรือธาตุพลูโตเนียมธรรมชาติ ก็สามารถใช้กับน้ำชนิดหนักโดยไม่จำเป็นต้องมีการตกแต่งได้เช่นกัน เครื่องปฏิกรณ์ที่ใช้ น้ำชนิดหนัก นี้ จึงถูกนำไปใช้ในจุดประสงค์ดังกล่าวสำหรับประเทศอินเดีย อิสราเอล ปากีสถานและเกาหลีเหนือ ประเทศเกาหลีเหนือยังเป็นประเทศที่มีเครื่องปฏิกรณ์แบบแกรฟไฟต์ (Graphite-moderated reactors) เป็นแบบชนิดเดียวกันกับที่มีการใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สาธารณะรัฐโซเวียตและฝรั่งเศส สำหรับแผนการระเบิดนิวเคลียร์ของประเทศเหล่านั้น (ความจริง หนึ่งในสิ่งเหล่านี้ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเปิดเผยข้อมูลพิมพ์เขียวสำหรับสภา Calder Hall ที่มีระบุอยู่ในรัฐสภาของอังกฤษ) ส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการเจรจาเกี่ยวกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของประเทศเกาหลีเหนือ ก็เพื่อพยายามที่จะปิดเครื่องปฏิกรณ์เหล่านี้ทั้งหมด

เนื่องจากมันมีประโยชน์ในแผนการอาวุธระเบิดนิวเคลียร์ น้ำชนิดหนัก จึงเป็นหัวข้อหนึ่งที่หลายประเทศมีการควบคุม

ในด้านความเป็นสารพิษ (Toxicity)

น้ำชนิดหนัก มีความเป็นพิษน้อยมาก การทดลองที่ใช้กับหนูทดลองพบว่า ส่วนใหญ่ของปฏิกิริยาที่มีผลกระทบกับหนูมีความแตกต่างกันน้อยมาก ก็คือการไปยับยั้งการแบ่งนิวเคลียสของเซลล์ เป็นเหตุทำให้เนื้อเยื่อที่ต้องการใช้ในการสร้างเซลล์ใหม่เกิดความเสียหายได้บ้าง จากการทดลองดื่ม น้ำชนิดหนัก เข้าทางปากเป็นเวลาหลายวัน จนของเหลวภายในร่างกายมี น้ำชนิดหนัก ประมาณ 50%  ณ จุดนี้ จะเริ่มต้นมีกลุ่มอาการหลายอย่างเกิดขึ้น ทำให้อัตราการแบ่งขยายตัวของหน่วยเซลล์ในเนื้อเยื่อลดลง อย่างเช่นรากผมและพังผืดของกระเพาะอาหาร มะเร็งที่กำลังขยายตัว ก็อาจถดถอยลดลงไปด้วย แต่ผลกระทบนี้ก็ยังมีไม่มากพอที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ในทางบำบัดโรคนี้ได้

ในด้านความเป็นพิษทางด้านยาก็ยังไม่ชัดเจน ยกเว้นแต่ในด้านอุตสาหกรรมและในด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคนไข้ที่ใช้ น้ำชนิดหนัก หากดื่ม น้ำชนิดหนัก 25% ของน้ำธรรมดา ก็ไม่มีอาการใดๆเกิดขึ้นเลย แต่เราก็ไม่ควรดื่มน้ำชนิดหนักให้มากจนเกินไปนัก น้ำชนิดธรรมดามีความสำคัญต่อร่างกายมากกว่า

ข้อมูลอื่นๆ
จุดเดือด  : 101.42 C (214.56 F) ที่แรงดันปกติ
จุดเยือกแข็ง  :  3.81 C (38.86 F)
ความหนาแน่นสัมพัทธ์  :  1.1079 ที่อุณหภูมิและแรงดันปกติ

วิธีการใช้ ADOXY กับอาการต่างๆ

 

วิธีการใช้ อาหารเสริมเซลล์ A-B

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลดั้งเดิมตรงตามหนังสือ"Beyond Believe"ที่นาย Everett storey ได้เขียนไว้เพื่อที่ผู้อ่านจะได้เล้งเห็นถึงความเป็นอัจฉริยะบุคคลของผู้สร้างผลิตภัณฑ์ อาหารเสริมเซลล์ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้มีการเขียนขึ้น ก่อนที่  อาหารเสริมเซลล์จะถูกจัดให้เป็นผลิตภัณฑ์ สารอาหารเสริม และในเวลานั้น ผลิตภัณฑ์ อาหารเสริมเซลล์ ก็ยังไม่มีความเข็มข้นมาก เชกเช่นในปัจจุบันนี้ ข้อมูลนี้ไม่มีความประสงค์ ที่จะให้ใช้เป็นแนวทางการรักษาโรค โปรดอ่านข้อมูลเหล่านี้ เพื่อที่จะได้รู้ถึงความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ อาหารเสริมเซลล์

ใช้ภายใน (ดื่ม)
 

ข้อ A ข้อ B
ใช้  อาหารเสริมเซลล์1ช้อนชาผสมกับน้ำ 8 ออนซ์ ดื่มตอนท้องว่าง (ระหว่างมื้อของอาหาร) วันละ 3 ครั้ง ในกรณีมีไข้ ให้เพิ่มการใช้เป็น 3 เท่า จนกว่าไข้ขะลดลง พักผ่อนและหลีกเลี่ยงจากการติดเชื้อ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มผสมกับน้ำผักหรือน้ำผลไม้ ใช้  อาหารเสริมเซลล์2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 500 C.C. ใช้จิบครั้งละ 2-3 คำตลอดทั้งคืน อาหารเสริมเซลล์ เป็นทั้งยาบำรุงกำลัง ยาระงับปวด และยังซ่อมแซมเซลล์เนื้อเยื่อได้ด้วย

 

ข้อ C ข้อ D
ใช้ อาหารเสริมเซลล์ 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำ 4 ออนซ์ หรือกำหนดเวลาดื่ม 10 โมงเช้า บ่าย 3 โมง และ 2 ทุ่มกลางคืน ใช้  อาหารเสริมเซลล์1-3 หยดลงในแก้ว แล้วใช้น้ำเทผสมผสมลงในแก้ว ดื่มจนหมด ถ้าจำเป็นก็ทำดื่มซ้ำใหม่ได้อีก

ใช้ภายนอก

ข้อ E ข้อ F
ใช้มือหรือแปรงป้าย อาหารเสริมเซลล์ หรือใช้ฟองน้ำพลาสติก ชุบทาบริเวณที่ต้องการให้ทั่ว หากใช้แผ่นรองนอนควรเป็นพลาสติก เช็ดส่วนที่เลอะออกด้วยกระดาษชำระ ใช้ อาหารเสริมเซลล์ขนาด 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำอุ่น 1 ควอร์ท ในการล้างช่องคลอดหรือใช้อาบ (ควรใช้แผ่นพลาสติกปูรอง อาบและเช็ดส่วนที่เลอะออกด้วยกระดาษชำระ)

 

ข้อ G ข้อ H
ใช้  อาหารเสริมเซลล์จำนวน 15 หยด ผสมกับน้ำอุ่นครึ่งแก้ว ใช้ล้างปาก กลั้วคอหรือฉีดพ้นจมูก ใช้  อาหารเสริมเซลล์ผสมกับน้ำให้มีความเข้มข้นในถังแช่ หรือถังแช่อาบ ระวังอย่าเติมน้ำจนล้น แช่ส่วนที่กุด Bottox มือ หรือ อวัยวะส่วนที่ต้องการลงไปสักประมาณ 20-30 นาที เก็บสารละลายนี้ เอาไว้ใช้ในครั้งต่อไป

 

ข้อ I ข้อ J
ใช้  อาหารเสริมเซลล์จำนวน 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำอุ่น 3.75 ลิตร จุ่ม หรือทาบริเวณที่ต้องการทำซ้ำทุก 2 สัปดาห์หรือตามที่ต้องการ ผสมในอ่างอาบน้ำ ใช้ อาหารเสริมเซลล์ในขนาด ครึ่งถ้วยต่อน้ำครึ่ง

 

Disease

โรค

ใช้ภายใน (ดื่ม)

ใช้ภายนอก

Abrasions Sealed
แผลถลอก คัน
E
Acnc
สิว
 -
E
Alcoholism
พิษสุราเรื้อรัง
A or D
 -
Allergic Rhinitis (Hay Fever)
ภูมิแพ้ของเยื่อบุผิวในจมูก (ไข้ละอองฟาง) ทั้งนี้ให้หลีกเลี่ยง น้ำที่มีคลอรีน บริเวรที่มีการรื้อถอนวัชพืช ทุ่งหญ่าแห้ง ยาฆ่าแมลง คลันไฟและควันบุหรี่ หรือขี้รังแคของสุนัข แมวและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ
 -
G
Amoebic
ท้องร่วงจากเชื้ออะมีบา
A
 
 Amputee Hygiene
ทำความสะอาดแผลอวัยวะที่ถูกตัด
 -
 E & H
 Animal Bite Treatment
ถูกสัตว์กัด (ป้องกันกรามค้าง)
(ใช้ภายใน) ใช้ 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมดื่มทุก 15 นาที ในชั่วโมงแรกเท่านั้น
(ใช้ภายนอก) ใช้ล้วนๆ ทาที่แผล อาจมีอาการปวดประมาณ 3 นาที ช่วงแรกที่แผลเริ่มปิด
 Arthritis
ข้ออักเสบ
A
H
จุ่มมือหรือเท้าที่เป็น แช่ลงใน อาหารเสริมเซลล์ ตรวจดูทุกสัปดาห์ จนเห็นแคลเซียมละลายผ่านออกจาก
ผิวหนังตรงบริเวณที่เป็น แล้วให้ใช้ข้อ E โดยใช้ผ้าพันแผลเอาไว้จนกว่าจะหาย
 Arthritis Prevention
การป้องกันโรคไขข้ออักเสบ
ใช้ 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมดื่มกับน้ำแครอท น้ำองุ่น และดื่มนมสดหรือน้ำถั่วเหลืองกับน้ำตาลทรายแดงทุกวัน
 -
Asian Flu
ไข้หวัดเอเซีย
ไข้หวัดฮ่องกง หรือ
ไข้หวัดกรุงเทพฯ
A
ใช้เพิ่มมากเป็น 2 เท่าใน 5 วันแรก โดยปกติไม่เกิน 10 วันก็เพียงพอแล้ว
 -
 Athletes Foot
โรคเชื้อราที่เท้า (ฮ่องกงฟูต)
-
H
Bacilli
ติดเชื้อแบคทีเรีย (เช่นโรคคอตีบ)
ชนิด Bacilli ที่มีรูปกลมยาว
A
G
Bee Bite
ผึ้งต่อย
A
E
Birth Control
การคุมกำเนิด
(ใช้ก่อนและหลังการร่วมเพศ)
-
F
Bladder Infections
กระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ
ทำลายเชื้อแบคทีเรียและขับทิ้งออกไป
สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน  อาหารเสริมเซลล์จะละลายน้ำตาลให้ไหลออกทางผิวหนัง
C
-
Blood De-toxifyer
ถอนพิษไข้
C
-
Body Bath
ใช้อาบน้ำ
ช่วยขจัดเซลล์ที่ตายแล้วออกจากร่างกาย
-
F
Body Cleanser
ทำความสะอาดร่างกาย
ใช้ อาหารเสริมเซลล์ หนึ่งช้อนโต๊ะผสมใช้อาบ (ช่วยขจัดเซลล์ผิงหนังที่ตาย และเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังทิ้งออกไป)
-
E, F & H
Body Coolant
ตัวร้อน
-
J
Bone Break
กระดูกแตก / หัก
A
E & H
Brochial Pneumonia ปอดอักเสบ
A or B
G
Bronchitis หลอดลมอักเสบ
-
E & H
Bumps on Head หัวโน
-
E

ชีวประวัติของ ดร. Everett Storey

 
ดร. Everett Storey Lafayette เกิดเมื่อวันที่ 6 กันยายน ค.ศ.1914 เป็นนักฟิสิกส์เคมี นักจุลชีพวิทยา เป็นผู้พิมพ์ผู้โฆษณา เป็นนักเขียนและเป็นโคชนักกีฬาฟุตบอลอเมริกัน การศึกษา : จบมหาวิทยาลัย University of Chicago นอกจากนี้ ยังเป็นเอเย่นต์โฆษณา Donnelley Advertiser, Chicago เป็นเจ้าของบริษัทผู้ให้คำปรึกษา Canterbury Remembrancy Counselors, Chicago เป็นผู้ค้นพบกระบวนการจุดชนวนกลไกให้เกิดพลังงานปรมาณู Fusion Trigger Mechanism ในปี 1942 เป็นสมาชิกพลังลมปราณ Rushing Chairman ,Sigma Chi เป็นประธาน Southern Speaker Club เป็นผู้ก่อตั้ง Chicago Community Football League, American Medical Research Social & Academic และ American Football เป็นผู้ประสานงานงานครีเอทีฟ บริษัท W. Alliance เป็นผู้โฆษณา ผู้ผลิตและกำกับภาพยนตร์ เป็นนักปฏิมากรรม เป็นนักวาดภาพสีกระดาษ เป็นผู้รอบรู้กระบวนการใช้นิวเคลียร์ มาฟื้นฟูปรับหน้าดินให้คืนสู่สภาพเดิม American Chemical Society, Electroculture Cuts World Cost ปี 1976
นอกจากนี้ ดร. Everett Storey ยังเป็นผู้เขียนหนังสือ "คุณเชื่อหรือไม่"(Beyond Believe) พิมพ์โดย Feedback Books ในปี 1982 หนังสือเล่มนี้ เขาได้บรรยายอย่างละเอียดเกี่ยวกับชีวิตและความเชื่อมั่นของเขา โดยการค้นพบธาตุดิวเตอเรียมและธาตุทริเตรียมของเขา ได้เปิดทางนำไปสู่ความรู้ใหม่ๆในวิชาสาขาอื่นๆ รวมทั้ง การปรับผิวหน้าดินให้กลับคืนสู่สภาพเดิม และการเปิดเผยถึงแนวโน้มอนาคตของสารละลาย Di-base ที่เขาได้ค้นพบ หนังสือ "Beyond Believe" ที่ได้ถูกนำไปใช้เป็นแนวทางในการศึกษาทดลองค้นคว้า ในสาขาวิชาอื่นๆอีกมากมาย และมีผู้คนมากกว่า 400 คน เข้ามาศึกษาค้นคว้าเรื่องต่างๆที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้
***** สารบัญหนังสือของห้องสมุด The Library of Congress Catalogue หมายเลข หนังสือ 82-70619

Top

 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | ประวัติบริษัท | ประสบการณ์จริงจากผู้ทำธุรกิจ | ผลิตภัณฑ์ของเรา | สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ | สนใจสมัครทำธุรกิจ | ตารางกิจกรรม | โปรโมชั่นพิเศษ

 

Contact us : E-mail : info@thaiadoxy.com / MSN : thaiadoxy@hotmail.com / Sitemap
Company : Winner Wide World Co.Ltd.
International : Copyright © 2007  All rights reserved. Powered by thaiadoxy.com